9 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ | หัวหิน-ปราณบุรี (ตอนที่ 2)

9 Check-in spots in Prachuap Khiri Khan | Hua Hin-Pranburi (EP.2)

หลังจากที่ได้แนะนำ 4 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ ในอำเภอ หัวหิน [HUA HIN] ไปเมื่อครั้งก่อน ผ่านไปนานมากเพิ่งสังเกตุว่ายังค้างภาคต่ออย่าง 9 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ | หัวหิน-ปราณบุรี (ตอนที่ 2) ไว้ จริงๆ แล้วได้เตรียมเนื้อหาและรูปภาพไว้แล้ว ตั้งใจว่าจะใช้เวลาตรวจทานและปรับเนื้อหาอีกสักเล็กน้อยก่อนนำมาลงในเดือนถัดไป

ตอนที่เขียนเรื่อง ปีม้าไฟ (The Fire Horse Returns: A Story Told Once Every Sixty Years) ในวันขึ้นปีใหม่ ก็ไม่รู้ตัวว่า ยังไม่ได้เขียนภาคต่อเรื่องนี้ อาจเพราะหลังจากที่ได้ลงบทความเรื่อง 9 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ | หัวหิน-ปราณบุรี (ตอนที่ 1) ไปได้ไม่นาน เกิดเหตุการณ์ที่นำความเศร้าโศกมาสู่ปวงชนชาวไทย นั่นคือการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ใช้บทความเรื่อง ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ : โคลงสี่สุภาพถวายความอาลัยแด่แม่หลวงของแผ่นดิน ถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และไม่ได้ลงบทความใดๆ นับแต่นั้นมา

ดังนั้น ในบทความนี้ขอพาทุกท่านเดินทางต่อไปพบกับอีก 5 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ในอำเภอปราณบุรี (PRANBURI) ซึ่งมีทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเสน่ห์ของธรรมชาติที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อำเภอในประจวบคีรีขันธ์

(เครดิตภาพ: สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

อำเภอปราณบุรี เป็นเมืองชายฝั่งขนาดกะทัดรัดที่อยู่ถัดลงมาจากหัวหิน โดดเด่นด้วยความสงบและธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่ที่ทำให้เราสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างป่า ภูเขา แม่น้ำ และทะเลได้ทั้งหมดภายในวันเดียว

ปากน้ำปราณ เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปราณบุรีที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทางภูมิศาสตร์เป็นสถานที่ที่มีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านกลางเมืองลงสู่ทะเลอ่าวไทย มีบรรยากาศเงียบสงบ ถนนสายหลักลัดเลาะไปทางทิวเขาและบ้านเรือนชาวบ้าน สองข้างทางมีทิวทัศน์งดงามเหมาะแก่การรับแสงแรกของเช้าวันใหม่และชมอาทิตย์ลับขอบฟ้าสวยๆ ในทุกๆ วัน

เมื่อเดินทางมาถึงปากน้ำปราณแล้ว สถานที่ที่นักท่องเที่ยวมักจะแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันเสมอ คือ ต้นตาล 3 ต้น (Three Palm Trees) ซึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อยู่ริมถนนเลียบชายหาดปากน้ำปราณ ถือเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมของนักเดินทาง จนเกิดเป็นคำกล่าวติดปากว่า “มาปากน้ำปราณแล้ว หากไม่แวะต้นตาลสามต้น ก็เสมือนยังมาไม่ถึง”

ถนนเลียบชายหาดเส้นนี้ ช่วงกลางวันค่อนข้างเงียบสงบ บรรยากาศยามเย็นเหมาะแก่การเดินเล่นและออกกำลังกายริมชายหาด บางคนนำเสื่อมาปูนั่งริมหาด พูดคุย ทานอาหารกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ในช่วงหัวค่ำมีบริเวณหนึ่งจัดเป็นเสมือนถนนคนเดิน (แต่รถยังสามารถผ่านเข้า-ออกได้ตามปกติ หาที่จอดรถได้สะดวกทั้งแบบเลียบฟุตบาทและช่องจอดริมทาง) มีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายให้เลือกซื้อกันตามอัธยาศัย โดยในวันสุดสัปดาห์ มีการเล่นดนตรี-ขับร้องสไตล์เพลงไทยย้อนยุค และการเต้นลีลาส-รำวงของกลุ่มคนที่อนุรักษ์เพลงไทยเดิม ขับกล่อมให้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เป็นจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือน

Three Palm Trees

นอกเหนือจากแลนด์มาร์กสำคัญของปราณบุรีอย่างปากน้ำปราณและตาล 3 ต้นแล้ว บทความนี้จะพาไปรู้จักกับอีก 5 จุดเช็คอินของปราณบุรี ที่จะทำให้เห็นเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้อย่างลึกซึ้งและมีความหมายยิ่งขึ้นไปอีก

วนอุทยานปราณบุรี ตั้งอยู่ในตำบลปากน้ำปราณ มีจุดกำเนิดมาจาก โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี พ.ศ. 2517 เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาป่าชายเลนให้เป็นป่าอเนกประโยชน์ ก่อนจะได้รับการประกาศจัดตั้งโดยกรมป่าไม้ให้เป็น “วนอุทยาน” อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2525

วนอุทยานปราณบุรีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ มีเส้นทางเดินศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนทอดยาวกว่า 1,000 เมตรให้ได้สัมผัสความร่มรื่นของผืนป่าโกงกางอย่างใกล้ชิด ถือเป็นห้องเรียนทางธรรมชาติวิทยากลางแจ้งและเป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น ตะบูนดำ โปรงแดง โกงกางใบเล็ก-ใหญ่ มีหอคอยชมวิว 360 องศาที่จะทำให้รู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยทิวทัศน์ของทุ่งโปรงทองนับพันไร่ทอดยาวสุดสายตา

นอกจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว วนอุทยานแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ ทั้งยังช่วยป้องกันลมพายุและกักเก็บน้ำไว้ให้พื้นที่โดยรอบอีกด้วย

Pranburi Dam

(เครดิตภาพ: Sneak Out หนีเที่ยว)

เขื่อนปราณบุรี เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ที่สร้างกั้นแม่น้ำปราณบุรี จนเกิดเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมา มีความยาวสันเขื่อน 1,500 เมตร กว้าง 8 เมตร และสูง 42 เมตร ถนนบนคันคลองชลประทานใช้เป็นเส้นทางคมนาคมได้ (ถนนบนสันเขื่อนเป็นถนนลาดยางอย่างดี นักท่องเที่ยวสามารถขับรถขึ้น-ลงเพื่อชมทิวทัศน์สองข้างทาง และแวะถ่ายภาพด้านบนเขื่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัด)

เชื่อนปราณบุรี สร้างขึ้นเพื่อบริหารจัดการน้ำให้ภาคเกษตรและชุมชนโดยรอบ ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนที่มักทำลายพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางคมนาคม และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่อำเภอปราณบุรี โดยเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2510 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2524

ปัจจุบันเขื่อนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย แต่ยังส่งน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในท้องที่อำเภอปราณบุรี อำเภอกุยบุรี อำเภอเมือง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปะวิทยาการ (Arts and Sciences Educational Attraction) ที่มีทัศนียภาพสวยงาม เป็นหุบเขาที่โอบล้อมทะเลสาบขนาดใหญ่ อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจและยังเป็นสถานที่ตกปลายอดนิยมของคนในพื้นที่ไปโดยปริยาย

วัดเขากะโหลก เป็นชื่อเรียกของ วัดสุมนาวาส ตั้งอยู่ในตำบลปากน้ำปราณ ใกล้กับชายหาดเขากะโหลกและวนอุทยานท้าวโกษาในตำบลปากน้ำปราณ เป็นทั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีทิวทัศน์งดงาม

Khao Kalok Temple

จุดเด่นสำคัญของวัด ได้แก่ พระวิหารสีทองอร่าม ลวยลายของพระวิหารและกำแพงถือเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความงดงามมาก มีพญานาคราชล้อมรอบตัววิหาร ด้านหน้า-หลังของวิหารมีท้าวเวสสุวรรณ และพระพิฆเนศประดิษฐานอยู่ บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ

Khao Kalok Temple

ภายในพระวิหาร ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบรมราชานุสรณ์/รูปปั้นเสมือนรัชกาลที่ 5 และรูปปั้นจำลองของหลวงพ่อหว่าง อุตุตโม อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นหนึ่งในพระเกจิสำคัญของจังหวัด

นอกจากนักท่องเที่ยวจะนิยมไปสักการะและถ่ายภาพสวยๆ แล้ว ยังมีความศรัทธาในเรื่องของ “ตำนานสมบัติจระเข้จักรพรรดิ” ที่กลายเป็นเครื่องรางวัตถุมงคลของวัดแห่งนี้ที่ชาวบ้านนิยมนำไปบูชาเพื่อให้มีโชคลาภทางการค้าขาย โชคลาภ และความปลอดภัย

Khao Kalok Temple

โดยตำนานที่บันทึกไว้ภายในวัดเล่าขานกันว่า แต่เดิมมีเศรษฐีขี้เหนียวคนหนึ่ง ซึ่งแม้จะร่ำรวยแต่ไม่เคยทำบุญทำทาน เงินทองที่หามาจึงถูกรวบรวมใส่โอ่งน้ำและนำไปฝังไว้บริเวณท่าน้ำ ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น เมื่อเศรษฐีเสียชีวิตลง กลับมาเกิดเป็นจระเข้ที่ยังคงวนเวียนยึดติดกับทรัพย์สมบัติ คอยเฝ้าสมบัติอยู่ท่าน้ำหน้าบ้านตนเอง วันหนึ่งได้เข้าฝันลูกชายให้นำสมบัติที่ท่าน้ำนั้นไปทอดกฐินและสร้างกุศลที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ระหว่างที่เดินทางนำองค์กฐินแห่ไปทางเรือ จระเข้ตัวนั้นก็ว่ายน้ำตามไปด้วย ไปได้พักหนึ่งจึงบอกกับภรรยาว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้วเพราะเหนื่อยอ่อนแรงเต็มที บุตรกับภรรยาจึงวาดรูปจระเข้ที่ธง แล้วยกขึ้นไปไว้ในวัดที่ไปทอดกฐิน เมื่อพระสวดจบ จระเข้ตัวนั้นก็ขาดใจตาย จึงไปเกิดเป็นเทพที่ร่ำรวย บันดาลให้คนที่เคารพได้ทำมาค้าขึ้น ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตั้งแต่นั้นมา ธงรูปจระเข้จึงปรากฏตามวัดต่างๆ ในเวลาที่มีการทอดกฐิน

Khao Kalok Beach

เขากะโหลก หรือ วนอุทยานท้าวโกษา ตั้งอยู่ในตำบลปากน้ำปราณ เป็นภูเขาหินปูนเล็กๆ รูปทรงคล้ายหัวกะโหลก(สัตว์)ขนาดใหญ่ มีช่องทะลุเหมือนเบ้าตา เป็นอีกจุดชมวิวและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามเงียบสงบ ร่มรื่น

ตลอดทางขึ้นเขาเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติผ่านโพรงถ้ำน้อยใหญ่มากมาย มีความชันและสลับซับซ้อน ระยะทางเดินขึ้นเพียง 150 เมตร ยอดเขาสูงเพียง 25 เมตร นักท่องเที่ยวนิยมมาปีนหน้าผาและชมธรรมชาติ ด้านบนมีลานหิน มองลงไปเห็นวิวโดยรอบทะเลปราณบุรี รวมถึงความสวยงามของหาดเขากะโหลก หรือหาดนเรศวรที่ทอดยาวมาจากหาดปราณบุรี สามารถลงเล่นน้ำ พายเรือแคนู เล่นเจ็ตสกีได้ ภายในอุทยานมีพื้นที่กางเต้นท์และห้องน้ำให้บริการ

ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ตั้งอยู่บนยอดเขาริมแม่น้ำปราณบุรี ตำบลปากน้ำปราณ เป็นจุดชมทัศนียภาพโดยรอบของแม่น้ำปราณบุรีและหมู่บ้านปากน้ำปราณ ชุมชนประมงพื้นบ้าน ป่าชายเลนสีเขียวอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

The Tubtim Thong Shrine

ภายในศาลเจ้า มีการประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่ทับทิมทอง หรือเจ้าแม่เทียนโหวเซี้ยบ้อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวปากน้ำปราณ เป็นที่รู้จักกันในเรื่องความเมตตาของเจ้าแม่ ทำให้ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรให้สมปรารถนา บริเวณเชิงผาด้านหน้าศาลมีรูปปั้นพญาจระเข้ขนาดใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่มีมากในสมัยก่อน ว่ากันว่าเป็นองครักษ์ของเจ้าแม่ เนื่องจากสมัยก่อนการเดินทางโดยรถยนต์ยังไม่สะดวก จึงใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำ (แม่น้ำลำคลอง) เป็นหลัก

ตำนานเล่าว่า ในอดีตราว 200 ปีมาแล้ว มีชายชราชาวจีนคนหนึ่งโล้สำเภามาถึงประเทศไทย เพื่อตามหาลายแทงสมบัติของเจ้าแม่ทับทิมทอง ซึ่งเป็นสตรีชาวจีนที่มีความสามารถในการพยากรณ์เรื่องดินฟ้าอากาศ เมื่อมาถึงบริเวณนี้ เขาได้ตามลายแทงไปถึงยอดเขาและพบไหใส่เงินจำนวน 2 ใบ เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึง เขาจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทองไว้บนยอดเขา จนกลายเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาขอพรในด้านต่างๆ มาจนถึงทุกวันนี้

(ทางขึ้นเขาเป็นทางคอนกรีต ไม่ชันมาก สามารถวนรถเลาะตามเชิงเขาขึ้นไปจนถึงหน้าศาลเจ้าแม่ฯ ได้เลย)

ตลอดการเดินทางทั้งสองตอน จาก 4 จุดเช็คอินในหัวหิน มาจนถึง 5 จุดเช็คอินในปราณบุรี ทั้ง 9 สถานที่อาจมีเรื่องราวและเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำเรื่องราวทั้งหมดมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ก็ทำให้เห็นว่าประจวบคีรีขันธ์มีอะไรมากกว่าภาพของเมืองชายทะเลที่เราคุ้นเคย

ก่อนปิดท้ายการเดินทาง 9 จุดเช็คอินประจวบคีรีขันธ์ | หัวหิน-ปราณบุรี ทั้งสองตอน ขอใช้โคลงสี่สุภาพบทนี้เรียงร้อยภาพและเรื่องราวตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ฝากไว้เป็นบทส่งท้ายของการเดินทางของเรา

Share this with your friends via:
Scroll to Top